English | Thai
About Eco-Question | Terms of Use | Privacy Policy | Contact Us
Health Tips

อาหาร….แคลอรี่

ธันวาคม 14, 2010, 11:37 pmFiled under: Health Tips — Posted by Eco-Question Editor

เรื่องโดย: ตรีตุล
เผยแพร่โดย: Eco-Question Editor
แหล่งที่มาข้อมูล: นิตยสารเบาหวาน
เอื้อเฟื้อภาพประกอบโดย: © นิตยสารเบาหวาน
Special Thanks:

  • คุณเขมกร สิงห์สุข
    บรรณาธิการบริหาร นิตยสารเบาหวาน
  • คุณเฉลิมชัย  มาลีรอด
    Art Director นิตยสารเบาหวาน
  • นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล
    ผู้อำนวยการศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์และต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลเวชธานี

อาหาร....แคลอรี © นิตยสารเบาหวาน

อาหาร…แคลอรี และความต้องการ

หลายท่านเคยได้ยินคำว่า "แคลอรี" หรือ "calory, calorie" มาก่อน หรือเคยเรียนตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน และเชื่อว่าที่ทุกท่านรู้จักคือหน่วยของพลังงาน หรือเกี่ยวข้องกับความต้องการสารอาหารของร่างกาย ที่ท่านเข้าใจก็ถูกต้องครับ ถ้าจะพูดเรื่องอาหารก็คงหลีกเลี่ยงคำว่า "แคลอรี" ไม่พ้น ถ้าจะมาลองทบทวนความรู้เก่ากันเพื่อจะได้เข้าใจความต้องการพลังงานของร่างกายได้ดีขึ้น เราลองมารื้อฟื้นเรื่อง "แคลอรี" กันดู อาจจะได้ประโยชน์สำหรับผู้ที่ไม่ทราบมาก่อน หรือผู้ที่ลืมไปแล้ว เมื่ออ่านจบแล้ว ลองคำนวณความต้องการพลังงานของคุณดูด้วยว่าคุณต้องการกี่แคลอรีต่อวันจึงจะเหมาะสม และลองคาดคะเนดูว่าที่คุณรับประทานนั้นมากหรือน้อยเกินไป บางทีคุณอาจจะตกใจก็ได้ว่าทำไมท่านถึงรับประทานได้มากขนาดนี้

เพราะฉะนั้น แคลอรีก็คือหน่วยของพลังงานความร้อน แล้วความร้อนนี้เกี่ยวข้องกับร่างกายได้อย่างไร? ถ้าเรารับประทานอาหาร 500 กิโลแคลอรี พลังงานความร้อนที่ได้เข้าไปจะไม่ทำให้น้ำในร่างกายเดือดหรือ?

 

Back to top

ATP….พลังงานของร่างกาย

ร่างกายต้องการพลังงาน ปฏิกิริยาทางเคมีต่างๆ การเคลื่อนไหวของโมเลกุล การแบ่งเซลล์ การสังเคราะห์เนื้อเยื่อ การหายใจ การไหลเวียนของเลือด การหดตัวของกล้ามเนื้อ และการทำงานอื่นๆ ล้วนต้องอาศัยพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อน พลังงานได้มาจากการเผาผลาญอาหารที่รับประทานเข้าไป ระบบการสันดาป (metabolism) อาหารมีทั้งการสลาย (catabolism) และการสร้าง (anabolism) ที่ทำให้มีการผลิตและการใช้พลังงานซึ่งคำนวณออกมาเป็นแคลอรีนั่นเอง อย่างไรก็ตามพลังงานที่ใช้ในร่างกายไม่ใช่เป็นพลังงานความร้อนที่ได้จากการสันดาปโดยตรง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ความร้อนจะสามารถทำให้น้ำในร่างกายเดือดพล่าน หรือเนื้อเยื่อลุกไหม้เป็นเปลวไฟ แต่ร่างกายจะเก็บพลังงานไว้ในสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Adenosine Triphosphate หรือ ATP ในลักษณะคล้ายกับโซ่พลังงาน (high energy bonds) ATP เป็นแหล่งเก็บพลังงานที่สำคัญของร่างกายและปล่อยพลังงานให้เซลล์ต่างๆ ที่ต้องการ ATP ประกอบด้วยโมเลกุลของ adenosine (adenine + ribose) จับกับฟอสเฟต 3 ตัว และพลังงานจะเก็บอยู่ในรูปของโซ่พลังงานโดยเชื่อมจับกับฟอสเฟต 2 ตัวนอก (รูปที่ 1)

อาหาร....แคลอรี © นิตยสารเบาหวาน
รูปที่ 1: แสดงถึงลักษณะของ ATP ที่มี adenosine จับกับฟอสเฟต 3 ตัวและมีโซ่พลังงานเชื่อม 2 แห่งที่ฟอสเฟตสองตัวนอก

 

Back to top

เมื่อร่างกายต้องการใช้พลังงานจะมีสารเคมีคล้ายน้ำย่อยมาย่อย ATP ให้ปล่อยพลังงานออกมา ATP จะปล่อยฟอสเฟตออกมา 1 ตัวพร้อมโซ่พลังงานและเหลือฟอสเฟตจับ 2 ตัวซึ่งเรียกเป็น Adenosine Diphosphate หรือ ADP โดย ATP 1 โมลให้พลังงานประมาณ 7.3 กิโลแคลอรี (รูปที่ 2)

อาหาร....แคลอรี © นิตยสารเบาหวาน

รูปที่ 2: การสลายของ ATP เป็น ADP และได้พลังงานออกมา

 

แคลอรี…คุณรู้จักแค่ไหน

Calory หรือ calorie มาจากคำในภาษาละตินคือ "Calor" แปลว่า ความร้อน ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่คำที่แสดงลักษณะอาการอักเสบ (inflammation) (ลักษณะอาการอักเสบคือ ปวด บวม แดง ร้อน)

ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้คำจำกัดความ "แคลอรี" ว่า

"หน่วยวัดปริมาณความร้อน 1 แคลอรี คือปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำบริสุทธิ์ 1 กรัม ร้อนขึ้น 1 องศาเซลเซียส"

ถ้าตามพจนานุกรมฉบับรวมศาสตร์ของ ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2539 ได้อธิบาย calorie คือ

"หน่วยวัดปริมาณความร้อนที่ถูกใช้ขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ เทียบเท่ากับจำนวนความร้อนที่ต้องการทำน้ำ 1 กรัม จาก 15º C ถึง 16º C หน่วยความร้อน 1 B.T.U = 253 แคลอรี"

เมื่อเทียบกับจูลส์ (joules) "1 แคลอรี เท่ากับ 4.184 จูลส์"

ตัวย่อของแคลอรีคือ cal ดังนั้น 1 กิโลแคลอรี (kilocalorie) เท่ากับ 1000 cal ซึ่งใช้ C ใหญ่คือ Cal เป็นตัวย่อ ดังนั้น 1 Cal ก็คือ 1 กิโลแคลอรี ในหนังสือหรือบทความต่างๆ

โดยทั่วไปจะใช้ค่าของ Cal (1 kilocalory) เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน จึงขอใช้คำว่า "แคลอรี" หมายถึง 1 กิโลแคลอรี

 

Back to top

ADP สามารถสลายให้พลังงานต่อไปได้อีกและกลายเป็นโมเลกุลใหม่ เรียกว่า Adenosine Monophosphate หรือ AMP พลังงานที่ปล่อยออกมาให้กับเซลล์ที่ต้องการพลังงานเพื่อการทำงานประมาณว่าในขณะพักผ่อน (resting state) ต้องการพลังงานจาก ATP 25-35 กรัม ทุกนาที่เพื่อขับเคลื่อนกลไกการทำงานให้คงชีวิตต่อไปได้ หรือขณะที่ออกกำลัง เช่น การหกตัวของกล้ามเนื้อก็ต้องอาศัยพลังงานจาก ATP เช่นกัน ATP จึงเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกายต่อการทำงานของเซลล์ อวัยวะ หรือเนื้อเยื่อระบบต่างๆ (รูปที่ 3)

อาหาร....แคลอรี © นิตยสารเบาหวาน
รูปที่ 3: ATP เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญสำหรับขับเคลื่อนการทำงานของเซลล์และระบบต่างๆ ของร่างกาย

อาหาร…แหล่งของพลังงาน

ทุกคนทราบอยู่แล้ว อาหารเป็นแหล่งของพลังงาน เรารับประทานอาหารเพื่อนการเจริญเติบโต การทำงานและการดำรงชีวิต อาหารที่รับประทานจะถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเป็นสารอาหารเพื่อเก็บสะสมและแปลงเป็นพลังงานนำไปใช้ต่อไป การสับดาปอาหารจึงมีทั้งการสลาย (catabolism) และการสร้าง (anabolism) ซึ่งอาหารแต่ละประเภทนั้นมีระบบการย่อยและการดูดซึมแตกต่างกัน และการให้พลังงานก็ไม่เท่ากัน อาหารที่จำเเป็นต่อร่างกายและเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญคือคาร์โบไฮเดรต (กลุ่มแป้ง) โปรตีน (กลุ่มเนื้อสัตว์) และไขมัน (fat)

พลังงานความร้อนที่ได้จากการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตไม่เท่ากันทุกตัว ขึ้นอยู่กับการเรียงตัวของอะตอมในโครงสร้างของคาร์โบไฮเดรตนั้น เช่น กลูโคสจะให้พลังงาน 3.74 กิโลแคลอรีต่อกรัม ซึ่งน้อยกว่ากลัยโคเจนและแป้ง (starch) 12% โดยเฉลี่ย 1 กรัมคาร์โบไฮเดรตให้พลังงาน 4.2 กิโลแคลอรี

พลังงานที่ได้จากการเผาผลาญโปรตีนขึ้นอยู่กับชนิดของโปรตีนและปริมาณของไนโตรเจนในโปรตีนนั้น โปรตีนจากเนื้อไข่ เนื้อสัตว์ ข้าวโพด และถั่ว ประกอบด้วยไนโตรเจนประมาณ 16% ซึ่งให้พลังงานความร้อนโดยเฉลี่ย 5.75 กิโลแคลอรีต่อกรัม โปรตีนจากอาหารบางประเภทมีไนโตรเจนมากหรือน้อยกว่านี้ เช่น จากนมมีไนโตรเจน 15.7% เป็นต้น โดยเฉลี่ยแล้วพลังงานความร้อนที่ได้จากการเผาผลาญโปรตีนเท่ากับ 5.65 กิโลแคลอรีต่อกรัม

การเผาผลาญไขมัน พลังงานความร้อนที่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในโครงสร้างของไขมันนั้นๆ 1 กรัมของไขมันจากเนื้อสัตว์ ปลา และไข่ให้พลังงานเฉลี่ย 9.50 กิโลแคลอรี หรือ 1 กรัมของไขมันจากเนยแข็ง (butter) นม และผลิตภัณฑ์จากนม ให้พลังงานเฉลี่ย 9.25 กิโลแคลอรี ขณะที่ 1 กรัมของไขมันจากพืชและผลไม้ให้พลังงานเฉลี่ย 9.30 กิโลแคลอรี โดยเฉลี่ยแล้วพลังงานความร้อนที่ได้จากการเผาผลาญไขมันเท่ากับ 9.4 กิโลแคลอรีต่อกรัม

ดอกเตอร์ Wilbur Olin Atwater นักเคมีชาวเยอรมันที่อยู่ในช่วงปี 1844-1907 ได้คำนวณปัจจัยเกี่ยวกับการย่อยอาหาร การดูดซึมและการสูญเสียสารอาหารบางส่วน กำหนดเป็นค่าเฉลี่ยของพลังงานจากอาหารแต่ละประเภทที่ร่างกายจะได้รับคือ

Atwater General Factors

คาร์โบไฮเดรต    1    กรัม    ให้พลังงาน    4 กิโลแคลอรี

โปรตีน              1    กรัม    ให้พลังงาน    4 กิโลแคลอรี

ไขมัน               1    กรัม    ให้พลังงาน    9 กิโลแคลอรี

สำหรับแอลกอฮอล์จะถูกเผาผลาญและนำไปใช้เป็นพลังงานได้เหมือนกับคาร์โบไฮเดรต แต่ให้พลังงานสูงกว่าคาร์โบไฮเดรตคือ แอลกอฮอล์ 1 กรัม ให้พลังงานได้สูงถึง 7 กิโลแคลอรี

 

Back to top

ค่าตัวประกอบของ Atwater มีประโยชน์ในการคำนวณแคลอรีของอาหาร ถ้ารู้ส่วนประกอบของอาหารนั้น

ตัวอย่างตารางแสดงการคำนวนพลังงาน

อาหาร....แคลอรี © นิตยสารเบาหวาน

  • จำนวนแคลอรีทั้งหมดต่อ 1 กรัม = 2.66 กิโลแคลอรี
  • จำนวนแคลอรีทั้งหมดต่อ 100 กรัม = 266 กิโลแคลอรี

ในการออกกำลังกายหรือการใช้แรงมาก ความต้องการของ ATP เพิ่มสูงขึ้นเป็นหลายร้อยกรัมต่อนาที จึงต้องมีการสร้าง ATP ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สมดุลกับอัตราการใช้ ร่างกายจึงต้องเก็บสะสมอาหารที่ได้จากการสันดาปสำรองไว้สำหรับการสลายตัวเป็น ATP แหล่งพลังงานที่สำคัญได้จากอาหารประเภทแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตและไขมัน คาร์โอไฮเดรตจากอาหารจะถูกย่อยและดูดซึมจากทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือด และถูกเปลี่ยนเป็นสารสำรองสำหรับการให้พลังงานที่เรียกว่า ไกลโคเย่น (glycogen) เก็บสะสมที่ตับและกล้ามเนื้อ ขณะที่ไขมันเก็บสะสมในรูปของไตรเอซิลซ์กลีเซอรอล (triacylglycerol) ที่เนื้อเยื่อไขมัน

การสร้าง สะสม และการสลาย สารพลังงานสำรองอยู่ภายใต้การทำงานที่สมดุลของฮอร์โมน 2 กลุ่มคือ ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการสร้าง (anabolic hormone) ซึ่งมีตัวเดียวคือ อินซูลิน และฮอร์โมนที่มีหน้าที่สลายซึ่งมีหลายตัว (เรียกว่า counterregulatory หรือ catabolic hormones) คือ กลูคากอย (glucagons) จากตับอ่อน ฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticoids) จากต่อมหมวกไต ฮอร์โมนอะดรีนาลีน (adrenaline) จากต่อมหมวกไตส่วนแกน หรือ เมดูลและโก๊รทซฮอร์โมน (growth hormone) จากต่อมใต้สมอง

 

Back to top

ความต้องการพลังงาน…เพื่อดำรงชีวิต

ความต้องการพลังงาน หมายถึง จำนวนพลังงานที่ร่างกายต้องการ เพื่อให้สมดุลกับพลังงานที่ใช้ไปในแต่ละวัน ซึ่งจะแตกต่างกันแล้วแต่ขนาดและส่วนประกอบของร่างกาย รวมทั้งกิจกรรมหรือการทำงานของแต่ละคน เพื่อดำรงสุขภาพและสภาพร่างกายที่ดี ในเด็ก ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ และระยะให้นมลูกต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นเพื่อสะสมสำหรับการเจริญเติบโตและการให้นม

ความต้องการพลังงานโดยทั่วไปจะคำนวณถึงการใช้พลังงานในหนึ่งวันว่าต้องการเท่าไร เพื่อให้น้ำหนักตัวอยู่คงที่ การใช้พลังงานแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนคือ

1. อัตราพลังงานพื้นฐาน (Basal metabolic rate – BMR)

คืออัตราการใช้พลังงานขณะนอนอยู่บนเตียงหลังจากที่ได้นอนหลับพักผ่อนเป็นเวลา 12-14 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหารมื้อสุดท้าย เพราะฉะนั้น BMR จึงเป็นพลังงานที่ใช้ในขะที่ร่างกายไม่ได้ออกแรง แต่สำหรับผดุงชีพเพื่อการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด หลอดเลือด ทางเดินอาหาร ระบบประสาท เป็นต้น จำนวน BMR คิดเป็นประมาณ 60-70% ของพลังงานที่ร่างกายต้องการทั้งหมด (total energy expenditure – TEE) ส่วนอัตราพลังงานขณะที่พัก (resting metabolic rate – RMR) จะใกล้เคียงกับ BMR ต่างกันที่ RMR ไม่มีข้อกำหนดที่เข้มงวดเหมือน BMR

2. พลังงานความร้อนที่ใช้ในระบบทางเดินอาหาร (Thermic Effect of Food – TEF)

ตั้งแต่การเคี้ยว การย่อย การดูดซึม การเคลื่อนย้าย การเก็บสะสม หรือการนำไปใช้ เรียกพลังงานส่วนนี้ว่า Thermic Effect of Food – TEF ซึ่งจะวัดพลังงานที่ต้องการหลังรับประทานอาหาร 12-18 ชั่วโมง ประมาณ 50-75% ของ TEF นำไปใช้ในการสร้าง ATP สำหรับขบวนการทำงาน และการเก็บสะสมของสารอาหาร โดยทั่วไป TEF จะประมาณ 7-13% ของพลังงานที่ต้องการ และขึ้นอยู่กับขนาดของมื้ออาหาร ในคนอ้วน TEF จะลดลง

3.พลังงานสำหรับการออกแรงและความกระฉับกระเฉง (Energy expenditure for physical activity and arousal – EEPAA)

เป็นพลังงานสำหรับการทำงานหรือการใช้แรงต่างๆ คนที่ทำงานเบา EEPAA จะประมาณ 30% ของพลังงานที่ต้องการทั้งหมด (TEE) จำนวน EEPAA จะแตกต่างกันมากแล้วแต่การใช้แรงของแต่ละบุคคล บางคนอาจต้องการถึง 60-70% ของ TEE

ความต้องการพลังงานจึงเป็นผลรวมของพลังงานทั้ง 3 ส่วน นั่นคือ

  • TEE = BMR (หรือ RMR) + TEF + EEPAA

ถ้าคิดให้ง่ายขึ้น โดยถือว่า TEF รวมอยู่กับ EEPAA ที่ส่วนใหญ่การออกแรงหรือการทำงานเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหาร ความต้องการพลังงานจึงเป็นผลรวมของพลังงานพื้นฐานหรือพลังงานขณะพัก กับพลังงานที่ต้องการเพื่อการทำงานหรือออกแรง (BMR + EEPAA)

 

Back to top

อาหาร....แคลอรี © นิตยสารเบาหวาน

อาหารเป็นแหล่งของพลังงาน การรับประทานอาหารเป็นการให้พลังงานตามที่ร่างกายต้องการ ถ้ารับประทานมากเกินไป พลังงานที่เหลือร่างกายจะเก็บสะสมไว้ในรูปไขมันใต้ผิวหนัง ถ้ารับประทานไม่เพียงพอร่างกายก็ขาดพลังงานและขาดสารอาหาร เกิดโรคและความผิดปกติต่างๆ การรับประทานอาหารจึงต้องคำนวณหรือประมาณจำนวนพลังงานให้เพียงพอ

1. ตารางการคำนวณอัตราพลังงานพื้นฐานต่อวัน (BMR) ตามน้ำหนักตัวและอายุ ในผู้ชายและผู้หญิง*

อาหาร....แคลอรี © นิตยสารเบาหวาน
นน. = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม

จากตารางข้างบนนี้ สามารถคำนวณอัตราพลังงานพื้นฐาน (basal metabolic rate) หรือพลังงานขณะพัก (resting metabolic rate หรือบางแห่งใช้คำว่า resting energy expenditure = REE) ของแต่ละคนตามน้ำหนักตัวและตามเพศ และถ้าทราบพลังงานที่ต้องการเพื่อการทำงาน (EEPAA) ก็สามารถคำนวณพลังงานที่ต้องการทั้งหมดต่อวันได้

*(จากเอกสาร: Shils ME และคณะ, Modern nutrition in health and disease. Philadelphia: Lea and Febiger, 1994)

 

Back to top

ตารางต่อไปนี้แสดงถึงพลังงานที่ต้องการเพื่อการทำงานในระดับต่างๆ คือระดับเบา ปานกลาง และหนัก และความต้องการพลังงานทั้งหมดต่อวัน

2. ตารางการคำนวณเพื่อประมาณพลังงานที่ต้องการในการทำงานระดับต่างๆ

อาหาร....แคลอรี © นิตยสารเบาหวาน

3. ตารางแสดงการคำนวณพลังงานที่ต้องการทั้งหมดใน 1 วัน อาจคำนวณจาก RMR หรือ คูณจากน้ำหนักตัว

อาหาร....แคลอรี © นิตยสารเบาหวาน

กิจกรรมที่เบามาก เช่น: นั่งๆ ยืนๆ วาดรูป ขับรถ พิมพ์ดีด เย็นปักถักร้อย เล่นไพ่ เล่นดนตรี รีดผ้า ทำอาหาร ทำงานในห้องแลบ เป็นต้น

กิจกรรมเบา เช่น: เดินด้วยความเร็ว 4 – 4.5 กม./ชม. ทำงานในอู่ซ่อมรถ ทำงานไฟฟ้า ทำงานบ้าน งาน

ร้านอาหาร เลี้ยงเด็ก เล่นกอล์ฟ เรือใบ พายเรือ เล่นปิงปอง เป็นต้น

กิจกรรมปานกลาง เช่น: เดิน 5.6 – 6.4 กม./ชม. ขี่จักรยาน เล่นสกี ตีเทนนิส เต้นรำ เป็นต้น

กิจกรรมหนัก เช่น: ถือของเดินขึ้นเนิน บาสเกตบอล ขุดดิน ไต่เขา ฟุตบอล รักบี้ เป็นต้น

 

Back to top

อาหาร....แคลอรี © นิตยสารเบาหวาน

ถึงตอนนี้ คุณก็คงรู้แล้วว่า แคลอรีคืออะไร สารอาหารแต่ละชนิดให้แคลอรีเท่าไร ตลอดจนความต้องการพลังงานของร่างกาย คุณอาจลองคำนวณดูได้ว่า จากน้ำหนักตัวของคุณต้องการกี่แคลอรีสำหรับเป็นพลังงานขณะที่พัก (RMR) จากตารางที่ 1 และกิจกรรมหรืองานของคุณอยู่ในระดับเบา ปานกลาง หรือหนัก ซึ่งคุณสามารถนำไปคำนวณพลังงานที่คุณต้องการต่อวันได้ หรืออาจคำนวณจากน้ำหนักตัวโดยตรง ตามตารางที่ 3 ก็ได้ เมื่อคุณทราบจำนวนแคลอรีที่ต้องการต่อวันแล้ว กลับมาลองพิจารณาอาหารที่คุณรับประทานดูว่าประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ หรือกี่กรัม และคุณรับประทานไปเท่าไหร่ เมื่อคำนวณตามตัวประกอบของ Atwater แล้ว อาหารมื้อนั้นคุณรับประทานไปประมาณกี่แคลอรี มากหรือน้อยเกินไป ถ้าคุณได้พลังงานเกิน ก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันเห็บสะสมไว้ใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนัก เช่น จาก 85 กิโลกรัมให้เหลือ 80 กิโลกรัม คุณอาจคำนวณความต้องการแคลอรีจากน้ำหนักตัว 80 กิโลกรัมก็ได้ และพยายามเลือกรับประทานอาหารไม่ให้เกินแคลอรีที่คิดไว้

โดยสรุป

ความรู้เรื่องแคลอรี การให้พลังงานของสารอาหารต่างๆ และความต้องการพลังงานของร่างกาย มีความสำคัญต่อการเลือกรับประทานอาหาร ถ้าเรารู้และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ก็ทำให้เกิดความสุขจากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนที่จะนำไปสู่โรคต่าง ๆ หรืออาจนำไปใช้ในการลดน้ำหนัก หรือในการควบคุมหรือรักษาโรคได้  โดยเฉพาะเบาหวาน การรัษาด้วยอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาเบาหวาน ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ ถ้าฝึกฝนนำไปใช้บ่อยๆ จะมีส่วนช่วยอย่างมากต่อความเข้าใจและการปฏิบัติในการให้อยู่อย่างสุขสบายกับโรคเบาหวาน

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

Back to top

Leave a Reply


Photos of the Day
Forest Biodiversity Collection © Khun Suchet Suwanmongkol Forest Biodiversity Collection © Khun Suchet Suwanmongkol Forest Biodiversity Collection © Khun Suchet Suwanmongkol

japan earthquake & tsunami relief japan earthquake & tsunami relief Haiti relief

Eco-Question of the DayEco-Question TipsDid You Know?Local NewsEnvironmental Events around the WorldEnvironment Research in ThailandClimate Change Research in ThailandHealth Tips

Web-&-Blog-We-Love www.ipcc.ch www.nature.org planetgreengame drweil wholeliving.com inhabitat.com verticalgardenpatrickblanc.com Partnership Web Design in Chiang Mai THAILAND