เรื่องโดย: กองบรรณาธิการ นิตยสารเบาหวาน
เผยแพร่โดย: Eco-Question Editor
เอื้อเฟื้อภาพประกอบโดย: © นิตยสารเบาหวาน
Special Thanks:
- คุณเขมกร สิงห์สุข
บรรณาธิการบริหาร นิตยสารเบาหวาน - คุณเฉลิมชัย มาลีรอด
Art Director นิตยสารเบาหวาน - นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล
ผู้อำนวยการศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์และต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลเวชธานี
การดูแลจิตใจสำหรับผู้เป็นเบาหวาน
สุขภาพกาย สุขภาพจิต เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันตลอดเวลา การมีสุขภาพกายไม่ดี ทำให้เกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า หงุดหงิด สุขภาพจิตเสีย ในทางตรงข้ามสภาวะสุขภาพจิตไม่ดีมีความเครียด ก็ก่อให้เกิดโรคทางกายตามมาได้ โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังทางร่างกาย ที่มีผลต่อสุขภาพจิตและมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้เป็นเบาหวาน
ความรู้สึกทางด้านจิตใจของผู้เป็นเบาหวาน แบ่งได้เป็นช่วงๆ
ช่วงแรก
เมื่อรับรู้ว่าเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ไม่หายขาดแม่จะไม่รุ่นแรงในระยะต้น แต่อาจมีโรคแทรกซ้อนเรื้อรัง ก่อให้เกิดทุพพลภาพและโรคแทรกซ้อนอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อทราบว่าตนเองเป็นเบาหวาน จึงอาจเกิดความรู้สึกและปฏิกิริยา เช่น
- ปฏิเสธ
ไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นเบาหวาน ผู้เป็นมักจะคิดว่า "เป็นไปไม่ได้" "ไม่เคยมีญาติพี่น้องเป็นเบาหวานเลย" หรือ "ไม่ชอบรับประทานของหวานเลย ไม่น่าจะเป็นเบาหวานได้" นั่นคือการปฏิเสธความจริงที่ได้รับทราบว่าเป็นเบาหวาน - โกรธ
อาจจะโกรธตนเองเรื่องการใช้ชีวิต โกรธว่าเพราะผู้อื่นชักจูงให้รับประทานหวาน อาจจะโกรธผู้รายงานผล ที่นำข่าวร้ายมาบอกให้ทราบ และก็ลงเอยด้วยการคิดว่า "ทำไมจึงต้องเป็นเรา" - ซึมเศร้า
เมื่อมีการยืนยันผลเลือดเป็นที่แน่ชัดว่าเป็นการตรวจที่ถูกต้อง และผลการตรวจเป็นที่เชื่อถือได้ อาจจะทุเลาอาการโกรธ แต่เปลี่ยนเป็นซึมเศร้าที่ตนเองต้องเป็นโรคนี้ กังวลว่าจะถูกเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน เช่น เคยกินอาหารอย่างไม่ระมัดระวัง ต่อไปจะทำตามใจตนเองไม่ได้แล้ว บางคนได้รับคำแนะนำให้ลดน้ำหนัก ต้องออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เป็นการฝืนใจ ฝืนกาย และมีความกังวลว่าจะทำไม่ได้ - ปรับตัว
หลังจากที่ป่านระยะข้างต้นแล้ว ผู้เป็นเบาหวานจะเริ่มเห็นความจริง และหันมาปรับตัวให้เข้ากับสภาพของตนทั้งด้านร่างกายและจิตใจได้เอง
ปัจจุบันทีมผู้ดูแลรักษาผู้เป็นเบาหวาน โดยเฉพาะวิทยากรเบาหวาน ที่เรียกว่า "Diabetes Educator" นั้น ได้รับการฝึกอบรมให้ใส่ใจสุขภาพกาย จิตใจ อารมณ์ ของผู้เป็นเบาหวาน ดังนั้นบุคลากรเหล่านี้จะช่วยให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งด้านการรับประทานอาหาร การใช้ยา การออกกำลังกายที่ถูกวิธีและเหมาะสม การดูแลในภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน การป้องกันโรคแทรกซ้อนเฉียบพลัน และโรคแทรกซ้อนเรื้อรัง การติดตามผลการรักษา การดูแลรักษาเท้า และการดูแลในขณะตั้งครรภ์
ปัจจุบันมีวิธีการให้ความรู้แก่ผู้เป็นเบาหวานที่จัดโดย โรงพยาบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นจัดชั้นเรียน (Class) จัดตั้งชมรมผู้เป็นเบาหวาน (Club) และการพบกันนอกเวลาการรักษา ซึ่งอาจจัดกิจกรรมนอกสถานที่ มีทั้งชนิดพักแรมและไปกลับ เรียกว่า "ค่ายเบาหวาน" (Camp) กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ เป็นการร่วมกันให้กำลังใจและให้ความรู้แก่ผู้เป็นเบาหวานอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการพบแพทย์ โดยจะมีการหมุนเวียนให้พยาบาล นักกำหนดอาหาร เภสัชกร นักกายภาพบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ นักวิชาการสาธารณสุข ซึ่งได้รับการอบรมและฝึกเป็นวิทยากรให้ความรู้ในการดูแล ผู้เป็นเบาหวานเป็นการเฉพาะ มาแบ่งเบาภาระให้แก่แพทย์ ช่วยซักถามประวัติความเป็นมา ความเป็นอยู่กิจวัตรประจำวัน ซึ่งเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาการรักษา ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีคือ ใหปลอดโรคแทรกซ้อนทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง
ช่วงที่ 2

ปฏิกิริยาหลังการตรวจพบว่าเป็นเบาหวาน ในระยะ 3 เดือนแรก พบว่า เด็กที่เป็นเบาหวานยังคงมีอาการเครียด มีความลำบากในการปรับตัว และมักจะค่อยๆ หายไป ส่วนอาการซึมเศร้าจนต้องเยียวยามีไม่มากนัก อาจจะเกิดจากสุขภาพจิตพื้นฐานเดิมของผู้ป่วยเอง และระยะ 6 ปี หลังการตรวจพบ อาจจะมีความกังวลเพิ่มขึ้น เด็กที่อารมณ์แปรปรวนจะควบคุมเบาหวานได้ยาก
ทางด้านผู้ใหญ่จะมีอาการซึมเศร้าได้มากกว่าคนปกติ ผู้ที่ซึมเศร้ามากคือผู้อยู่ในระยะที่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน และผู้ที่มีอาการอารมณ์แปรปรวน คือกลุ่มที่ผลการรักษาไม่เป็นตามเป้าหมาย ดังนั้นความเครียดอาจทำให้คุมเบาหวานได้ยาก หรือการคุมเบาหวานไม่ดีทำให้เกิดความเครียดได้
ช่วงที่ 3
ปฏิกิริยาที่มีต่อภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง ผู้เป็นเบาหวานมีความรู้สึกว่าตนไม่เหมือนคนอื่น จะต้องระมัดระวังการรับประทานอาหาร ต้องออกกำลังกายและต้องรับประทานยาให้ถูกต้องทั้งขนาดและเวลา บางทีต้องเพิ่มยาตามระยะเวลาที่เป็นมานาน มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่ รบกวนกิจกรรมที่เคยทำได้สะดวก เป็นสิ่งที่ทำให้ท้อแท้ว่า แม้พยายามปฏิบัติตัวอย่างระมัดระวังเต็มที่แล้ว ก็ยังมีโรคแทรกซ้อนตามมารบกวนอีก
ผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือดขนาดใหญ่ ซึ่งก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต การเป็นแผลเรื้อรังที่เท้าจะมีอาการซึมเศร้าได้บ่อยเพราะคุณภาพชีวิตเสียไป หรือผู้มีโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือดเล็กทำให้จอตาผิดปกติ มองเห็นไม่ชัดมีส่วนที่ทำให้เกิดอาการทางจิตใจได้ มีความกังวลว่าจะสูญเสียสายตา
อาการซึมเศร้าและวิตกกังวลเหล่านี้ อาจเป็นเหตุให้การคุมเบากวานไม่เป็นไปตามที่ต้องการ และทำให้โรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงต้องให้ผู้เป็นเบาหวานเข้าใจแผนการรักษา และให้พยายามละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยง หันมาใช้พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดสุขภาพดี ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต ตั้งเป้าหมายร่วมกันเพื่อคุณภาพชีวิตของตนเอง
วิทยากรเบาหวานช่วยท่านได้

วิธีการให้คำปรึกษาจะเริ่มต้นด้วยการสอบถามความรู้ ความเข้าใจ และความรู้สึกนึกคิดของผู้เป็นเบาหวาน หากท่านมีข้อสงสัย ข้อข้องใจ ควรถามจนเป็นที่เข้าใจ การรับความรู้ที่คลาดเคลื่อนจากความจริง จะทำให้การรักษาไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ในทางด้านจิตใจ วิทยากรเบาหวานจะซักถามประวัติความรู้สึกซึมเศร้า อาจะเป็นคำถามเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน ถ้าเริ่มรู้สึกว่าแยกตัวจากสังคม ไม่สนใจตนเอง จะต้องได้รับการแก้ไข และถ้ามีอาการมากอาจต้องปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม และไม่ว่าผู้เป็นเบาหวานอาจจะรู้สึกผิด หรือมีความกลัว ความอายที่จนไม่เหมือนผู้อื่น ทีมงานผู้ให้ความรู้จะให้กำลังใจเพราะว่ามีโรคเรื้อรังอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้ผู้ป่วยต้องจำกัดอาหาร และใช้ยาตลอดเวลา เช่นกัน
บทความที่เกี่ยวข้อง:


















